การเช็คมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม อีกหนึ่งโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้หญิงทั่วโลกมานับไม่ถ้วน จนก่อให้เกิดแคมเปญรณรงค์ให้สาว ๆ เข้าใจความเป็นไปของโรคมะเร็งเต้านม ด้วยภาพอินโฟกราฟิกเข้าใจง่าย

อาการมะเร็งเต้านมเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนสามารถเช็กความผิดปกติได้ ทว่าก็มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยเอะใจกับความผิดปกติของร่างกาย นำมาซึ่งระยะของโรคมะเร็งที่กว่าจะรู้ตัวว่าป่วยก็สายเกินไปเสียแล้ว ด้วยเหตุนี้ทาง Worldwide Breast Cancer จึงคลอดแคมเปญ Know your lemons ออกมาแชร์ให้สาว ๆ ได้เข้าใจโรคมะเร็งเต้านม กันมากขึ้น ด้วยภาพอินโฟกราฟิกที่ใช้เลมอนเป็นสัญลักษณ์แทนเต้านมของสาว ๆ เอาเป็นว่าลองมาดูกันค่ะ

มะเร็งเต้านมอาการเป็นยังไง

แม้ว่าอาการมีก้อนเนื้อในเต้านมจะเป็นสัญญาณแรก ๆ ของมะเร็งเต้านม ทว่าส่วนใหญ่แล้วอาการจะแสดงออกทางรูปลักษณ์มากกว่าความรู้สึก นั่นหมายความว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมอาจไม่รู้สึกว่าเต้านมมีความผิดปกติ จนกว่าจะสังเกตเห็นได้เองว่าเต้านมดูเปลี่ยนไปไม่เหมือนเคย ดังภาพเลมอนที่แสดงความผิดปกติของเต้านมในรูปแบบต่าง ๆ กัน ทั้งเต้านมคัดตึงและแข็งเกินปกติ เนื้อเต้านมยุบ ผิวไม่เรียบเนียนเสมอกัน หรือเต้านมมีรอยแดงเป็นจ้ำปรากฏตลอดเวลา และมีอาการร้อนตรงจุดแดงนั้น เป็นต้น

ซึ่งที่จริงแล้วสาว ๆ สามารถเช็กความผิดปกติเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง ก่อนที่เครื่องแมมโมแกรมสำหรับตรวจเช็กอาการมะเร็งเต้านมจะตรวจเจอเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นหากสาว ๆ สังเกตเห็นว่าเต้านมของเราไม่เหมือนเคย ให้รีบไปตรวจเช็กอาการกับแพทย์เฉพาะทางโดยด่วนจะดีที่สุด

ตรวจมะเร็งเต้านมแล้วควรต้องรู้สึกยังไง ถึงจะเรียกว่าเสี่ยง ?

ต้องบอกก่อนว่าช่วงเวลาตรวจอาการมะเร็งเต้านมที่ดีที่สุดจะอยู่ในช่วง 2-3 วันหลังประจำเดือนหยุด เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายผู้หญิงจะอยู่ในภาวะฮอร์โมนปกติที่สุด โดยหากคลำเต้านมแล้วพบก้อนเนื้อ ต้องลองเช็กด้วยว่าก้อนเน้อที่เราเจอมีลักษณะเป็นอย่างไร นุ่มนิ่ม เคลื่อนไหวได้ หรือเป็นก้อนเนื้อที่แข็ง คลำเจอก็ยังอยู่นิ่งกับที่ ไม่เคลื่อนย้ายไปไหน ซึ่งถ้าเป็นแบบหลังก็น่ากังวลว่าก้อนเนื้อที่คลำเจอนั้นอาจเป็นเซลล์มะเร็ง เพราะก้อนเนื้อร้ายมักจะมีความแน่น หนา คล้ายเมล็ดของเลมอน และมักจะไม่สามารถขยับเขยื้อนก้อนเนื้อดังกล่าวไปทางไหนได้
ขั้นตอนตรวจมะเร็งเต้านม มีอะไรบ้าง

ภาพด้านบนจะแสดงให้เห็นถึงสเต็ปการตรวจมะเร็งเต้านม โดยเริ่มจากการเช็กอาการด้วยตัวเองในเบื้องต้น หากคลำเจอความผิดปกติก็พบแพทย์ ตรวจแมมโมเกรมเพื่อส่งต่อให้แพทย์รังสีวิทยาวินิจฉัย ซึ่งพ้นขั้นตอนนี้ไปจะฟันธงได้ในระดับหนึ่งว่าคุณมีความเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม หากเสี่ยง จะต้องเข้ารับการตรวจชิ้นเนื้อร้ายอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อเช็กว่า ก้อนเนื้อที่พบในเต้านมเป็นก้อนเนื้อร้ายเสี่ยงมะเร็งหรือไม่ ซึ่งหากเป็นมะเร็งเต้านมก็จะต้องเข้ารับการรักษากันต่อไปตามที่แพทย์เห็นสมควร

ทว่าหากสาว ๆ คนไหนคลำไม่เจอความผิดปกติที่เต้านม แต่ยังเป็นกังวล ก็สามารถเข้ารับการตรวจความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้ด้วยวิธีแมมโมเกรม ซึ่งเป็นวิธีที่ดีกับผู้หญิงวัย 40+ หรือจะตรวจมะเร็งเต้านมด้วยการอัลตราซาวด์และ MRI ก็ได้เช่นกัน

สุดท้ายก็ขอย้ำสาว ๆ กันอีกทีว่า ตรวจเถอะค่ะ ไม่ว่าจะตรวจอาการมะเร็งเต้านมด้วยการคลำ ๆ ดูเอง หรือจะเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดกับแพทย์ เพราะหากเราเจอความเสี่ยงเร็วเท่าไร ก็จะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้เท่านั้น ทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาโรคมะเร็งเต้านมได้อีกด้วย

15 อาการตกขาวผิดปกติ

ตกขาว ปัญหาที่แก้ไม่ตกของสาว ๆ ทั้งอาการตกขาวสีเหลือง ตกขาวเป็นน้ำ หรือตกขาวที่ผู้หญิงหลายคนคาดเดาว่าอาจเกิดจากการตั้งครรภ์ วันนี้เรามาดูกันค่ะว่า ปัญหาตกขาวแบบไหนเรียกว่าผิดปกติ ตกขาวแบบไหนบอกโรค หรือตกขาวแบบไหนเป็นกลไกตามธรรมชาติ

* ตกขาว เรื่องปกติของสาว ๆ

ตกขาว คือของเหลวสีขาวใสหรืออาจเป็นของเหลวสีขาวขุ่นที่ออกมาจากช่องคลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนต้องมี เพราะตกขาวเป็นของเหลวที่ถูกผลิตโดยต่อมภายในช่องคลอด เพื่อนำพาเอาเซลล์ที่ตายแล้วและแบคทีเรียในช่องคลอดออกมา ทั้งนี้ก็เพื่อความสะอาดและป้องกันการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์นั่นเอง

* ตกขาวผิดปกติ มีลักษณะยังไงกันนะ

แม้อาการตกขาวจะต้องเกิดกับผู้หญิงทุกคน แต่ก็มีตกขาวบางลักษณะที่ไม่น่าไว้ใจนักค่ะ เพราะอาจบอกใบ้เป็นนัย ๆ ได้ว่า ระบบสืบพันธุ์ของสาว ๆ อาจมีอะไรไม่ชอบมาพากลอยู่ เอาเป็นว่าเรามาลองเช็กกันเลยดีกว่าว่า ตกขาวผิดปกติ มีลักษณะยังไงกันแน่
1. ตกขาวสีเหลือง

ตกขาวสีเหลือง นับเป็นปัญหาตกขาวที่พบได้บ่อยที่สุดในหญิงวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งอาการตกขาวสีเหลืองก็จะแยกย่อยออกไปอีก เช่น ตกขาวสีเหลืองเข้ม ตกขาวสีเหลืองอ่อน หรือตกขาวสีเหลืองใส ๆ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการตกขาวสีเหลืองที่สามารถจำแนกได้หลายปัจจัย โดยตกขาวสีเหลืองเกิดได้จากอะไรบ้างนั้น ลองดูจากลิงก์ด้านล่างได้เลยค่ะ

- ตกขาวสีเหลือง เป็นเพราะอะไร ? เรื่องใกล้ตัวที่สาว ๆ ควรรู้

2. ตกขาวสีน้ำตาล

เป็นตกขาวอีกชนิดที่พบได้บ่อยเหมือนกัน แต่ส่วนมากจะพบตกขาวสีน้ำตาลในช่วงหลังประจำเดือนหมดไปแล้ว ทว่าการมีตกขาวสีน้ำตาลหลังเป็นประจำเดือนก็สามารถบอกความผิดปกติของผนังมดลูกได้เช่นกันนะคะ แต่จะเป็นความผิดปกติในด้านไหน ลองศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากนี่เลย

- ตกขาวสีน้ำตาล ปัญหาสุขภาพที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม

3. ตกขาวเป็นน้ำ

สาว ๆ บางคนตกใจที่ตัวเองมีตกขาวเยอะ ไหลเหมือนเป็นน้ำ ซึ่งอาการตกขาวเป็นน้ำก็ไม่เชิงว่าอันตราย แต่จะเกิดได้จากอะไรนั้นตามมาดูเลย

- ตกขาวเป็นน้ำ ไขปัญหาเรื่องภายในของผู้หญิง
4. ตกขาวสีเขียว

ไม่น่าเชื่อว่าอาการตกขาวสีเขียวก็เป็นอาการที่พบได้บ่อยเหมือนกัน และที่น่าตกใจคือสาเหตุของการตกขาวสีเขียวอาจเป็นเพราะการติดเชื้อมาจากเพศสัมพันธ์ก็ได้ หรือเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย ว่าแล้วเราก็มาเจาะลึกอาการตกขาวสีเขียวกันดีกว่า

- ตกขาวสีเขียว สัญญาณนี้บอกอะไร ?

5. ตกขาวเป็นเมือกใส

สำหรับสาว ๆ ที่สังเกตเห็นว่าตกขาวของเราเป็นมูกใส มีความเหนียวยืด ไร้กลิ่น และหลั่งออกมาค่อนข้างมาก นั่นอาจเป็นสัญญาณของอาการไข่ตก ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับในผู้หญิงตั้งครรภ์ ตกขาวก็จะมีปริมาณเยอะขึ้นด้วย เพราะฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง ซึ่งการที่มีตกขาวเยอะอย่างนี้ก็ไม่ต้องกังวลไปค่ะ แต่เมื่อไรก็ตามที่ตกขาวมีลักษณะเปลี่ยนไป มีกลิ่นเหม็น มีอาการคันช่องคลอดร่วมด้วย หรือมีปัสสาวะแสบขัดร่วมด้วย ลักษณะนี้ถือว่าผิดปกติ อาจมีการติดเชื้อในช่องคลอดหรือบริเวณปากมดลูก ให้รีบปรึกษาแพทย์จะดีกว่า
6. ตกขาวเป็นสีขาว มีปริมาณเยอะ หรือมีก้อนสีขาวเล็ก ๆ ปะปน

หากตกขาวมีลักษณะดังกล่าว ร่วมกับมีอาการคันบริเวณช่องคลอดหรืออวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกร่วมด้วย อาการนี้อาจเกิดจากการอักเสบติดเชื้อจากเชื้อรา ซึ่งพบได้ค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางช่องคลอดอันเนื่องมาจากฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนไป ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี และเราก็ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ดังนั้นหากพบว่าตกขาวผิดปกติ ลองตรวจภายในกับแพทย์อีกครั้งนะคะ

7. ตกขาวมีกลิ่นแรงมากผิดปกติ

ตกขาวมีกลิ่นแรงมาก เหม็นมากผิดปกติ อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเชื้อแบคทีเรียภายในช่องคลอด (ความเป็นกรด-ด่างไม่เท่ากัน) กล่าวคือมีเชื้อแบคทีเรียชนิดไม่ดีมากกว่าเชื้อแบคทีเรียชนิดดี ซึ่งภาวะนี้อาจเกิดได้หลายปัจจัย ทั้งการสวนล้างช่องคลอด การนอนแช่อ่างน้ำที่มีฟองสบู่มาก การใช้น้ำยาเฉพาะที่ หรือใช้สเปรย์ดับกลิ่นอวัยวะเพศ การสวมใส่กางเกงในที่ซักล้างไม่สะอาด การสูบบุหรี่ หรือกระทั่งการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย รวมทั้งการใช้ปากกับอวัยวะเพศของฝ่ายหญิง เพราะปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุให้ความเป็นกรด-ด่างในช่องคลอดเกิดความไม่สมดุล ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียไม่ดีจู่โจมเราได้

อย่างไรก็ตาม อาการตกขาวมีกลิ่นเหม็นอาจมีอาการตกขาวมากร่วมด้วย ทว่าโดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีอาการแสบคันบริเวณช่องคลอดให้ต้องกังวล แต่ทั้งนี้ก็ควรตรวจภายในเพื่อความแน่ใจอีกสักครั้งจะดีกว่านะคะ
8. ตกขาวไหลออกมาเรื่อย ๆ และคัน

อาการตกขาวไหลเป็นน้ำ และไหลอย่างต่อเนื่องร่วมกับอาการแสบ ๆ คัน ๆ ช่องคลอด อาจบอกเป็นนัยได้ว่าคุณกำลังติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปี ซิมเพลกซ์-2 ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่มักพบในอวัยวะเพศทั้งชายและหญิง โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้อาจทำให้ตกขาวมีปริมาณมากกว่าปกติได้ อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตกขาวมีมากผิดปกติ ก็เกิดจากการมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในช่องคลอด เช่น ผ้าอนามัยชนิดสอด ห่วงอนามัย เป็นต้น ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุของการติดเชื้อไวรัสบางชนิดได้เช่นกัน

แต่อีกสาเหตุที่น่าเป็นกังวลก็คือ อาการตกขาวมีมากกว่าปกติ ชนิดที่ไหลอย่างต่อเนื่อง อาจมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของมดลูก ซึ่งอาจเกิดอาการอักเสบ ติดเชื้อ ทำให้มีตกขาวปริมาณมากได้ หรือท่อรังไข่มีอาการอักเสบ สาเหตุนี้ก็อาจทำให้มีตกขาวมากได้ ซึ่งทางที่ดีให้รีบไปตรวจสุขภาพภายในกับแพทย์จะดีกว่า

9. ตกขาวเกาะกันเป็นก้อนเหมือนแป้งเปียก

อาการตกขาวเป็นก้อนคล้าย ๆ แป้งเปียก บ่งบอกได้ว่าคุณอาจติดเชื้อราในช่องคลอด โดยอาการตกขาวเป็นก้อนมักจะมาพร้อมกับอาการคันช่องคลอด หรือมีอาการบวมแดง รู้สึกเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ แต่ทั้งนี้อาการตกขาวเป็นก้อนคล้ายแป้งเปียกอาจเกิดขึ้นกับคนที่รับประทานยาบางชนิด โดยเฉพาะยาที่ให้ฤทธิ์การรักษาเกี่ยวกับมดลูก โพรงมดลูก ระบบภายในของผู้หญิง เป็นต้น ซึ่งหากพบว่ามีอาการตกขาวเป็นก้อน น่าจะปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุของอาการที่แท้จริงนะคะ
10. ตกขาวมีสีเหลือง คล้ายหนอง

หากตกขาวมีสีเหลืองข้น ลักษณะคล้ายหนอง หลั่งออกมาในปริมาณค่อนข้างมาก แต่ไม่มีอาการคัน ไม่มีกลิ่นเหม็น เคสนี้อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อบริเวณปากมดลูก หรือการติดเชื้อที่มาจากเพศสัมพันธ์ เช่น ติดเชื้อหนองในมาจากคนรัก เป็นต้น ทว่าเพื่อความแน่ใจ ให้สูตินรีแพทย์ตรวจซ้ำอีกทีนะคะ

11. ตกขาวสีเทา มีกลิ่นคาวปลา

อาจเกิดจากอาการช่องคลอดอักเสบเนื่องจากติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ขาดความสมดุลในช่องคลอด ก่อให้เกิดตกขาวสีขาวขุ่นหรือสีเทา มีลักษณะเป็นเมือกบาง ๆ และเปียก ร่วมกับมีกลิ่นคาวปลาเค็ม บางคนอาจมีอาการคันบริเวณปากช่องคลอด และเจ็บช่องคลอดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และจะสังเกตได้ชัดว่ากลิ่นเหม็นของตกขาวจะรุนแรงหลังการร่วมเพศ หรือหลังหมดประจำเดือนใหม่ ๆ หรือบางคนอาจมีตกขาวสีเทาที่ไม่มีกลิ่นเลยก็เป็นได้
12. ตกขาวเป็นฟอง

บางคนจะพบว่าตกขาวของตัวเองมีสีเหลือง ลักษณะคล้ายฟอง หรือบางคนอาจมีตกขาวสีเขียวและเป็นฟองก็ได้ ซึ่งอาการตกขาวเป็นฟองดังกล่าวสันนิษฐานได้ว่าเกิดจากเชื้อพยาธิตัวเล็ก ๆ ในช่องคลอด ทำให้ตกขาวมีปริมาณเยอะ มีอาการคัน และหากคุณสาว ๆ เกาให้หายคัน ก็อาจเจอกับอาการแสบตอนปัสสาวะได้ด้วยนะคะ

13. ตกขาวสีชมพู

แม้จะเป็นตกขาวสีมุ้งมิ้งแต่ผู้หญิงก็เป็นกังวลกันมาก ซึ่งตกขาวสีชมพูแบบนี้มักจะพบในคุณแม่หลังคลอดบุตรค่ะ เนื่องจากตกขาวสีชมพูอาจเป็นการหลุดลอกของเยื่อบุมดลูกหลังคลอดนั่นเอง

 

14. ตกขาวมาก ร่วมกับมีตุ่มบวมแดง

หากสาว ๆ มีตกขาวมากกว่าปกติ ร่วมกับสังเกตเห็นตุ่มบวมแดงรอบอวัยวะเพศด้วย ก็เป็นไปได้ว่าคุณกำลังติดเชื้อเริมที่น้องสาว รีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาโดยด่วนเลย

15. ตกขาวมีลิ่มเลือด

วิธีกินยาคุม ไขข้อข้องใจ

ข้อสงสัยสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งหัดกินยาคุมกำเนิด สาว ๆ คนไหนที่อยากรู้ว่าหลักการกินยาคุมให้ถูกต้องนั้นควรจะทำอย่างไร มาคลายข้อสงสัยกันเลย

ยาเม็ดคุมกำเนิด ถือเป็นวิธีคุมกำเนิดที่สาว ๆ ส่วนใหญ่จะเลือกใช้มากที่สุด เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลเป็นอย่างดี ซึ่งประเภทของยาคุมกำเนิดนั้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (เอสโตรเจนและโปรเจสโตเจน) และยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสโตเจนเพียงอย่างเดียว ซึ่งทั้ง 2 ชนิดนี้มีประสิทธิภาพสามารถคุมกำเนิดได้ผล 99 เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสโตเจน อาจจะมีความน่าเชื่อถือได้น้อยกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมเพียงเล็กน้อย ซึ่งใครจะเลือกทานแบบไหนก็ได้ อยู่ที่ว่าร่างกายของแต่ละคนจะเหมาะสมกับยาคุมกำเนิดประเภทใดมากกว่ากัน ซึ่งสามารถสังเกตได้จากอาการข้างเคียง หากกินเข้าไปแล้วรู้สึกว่าร่างกายผิดปกติก็ให้เปลี่ยนไปกินยาคุมกำเนิดอีกประเภทหนึ่งแทน

สำหรับการทำงานของยาคุมกำเนิดจะออกฤทธิ์คล้าย ๆ กับฮอร์โมนในร่างกาย เมื่อรับประทานเข้าไปยาคุมกำเนิดจะเข้าไปทำหน้าที่ควบระบบภายฮอร์โมนภายในร่างกาย ทำให้ช่วงที่รับประทานยาอยู่จะไม่มีไข่ตก และป้องกันการสุกของไข่ ทำให้เชื้ออสุจิไม่สามารถฝังตัวได้ จึงไม่ก่อให้เกิดการตั้งครรภ์ แต่ทั้งนี้การกินยาคุมกำเนิดจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อต้องรู้จักวิธีการกินยาให้ถูกต้อง โดยหลักการกินยาคุมกำเนิดสามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

วิธีกินยาคุม

เริ่มต้นกินยาคุมกำเนิดแผงแรก

ให้กินยาเม็ดแรก ในวันแรกของการมีประจำเดือน หรือไม่เกิน 5 วันของการเป็นประจำเดือนของเดือนนั้น เช่น ถ้าเป็นประจำเดือนวันจันทร์ ก็ให้เริ่มกินเม็ดแรกของช่องที่เขียนว่าวันจันทร์ โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้เป็นตัวอักษรย่อ “จ” หรือ “Mon” แต่ถ้าหากแผงยาคุมกำเนิดไม่มีวันระบุไว้ ให้เริ่มกินเม็ดแรกตรงช่องที่เขียนว่า “จุดเริ่มต้น” หรือ “start” ก็ได้เช่นกันค่ะ

หลังจากที่เริ่มกินเม็ดแรกของแผงแล้ว ให้สาว ๆ กินอย่างต่อเนื่องทุกวัน วันละ 1 เม็ดเท่านั้น ตามลำดับของลูกศรที่จะชี้ระบุไว้ให้กินไปเรื่อยๆ จนกว่ายาหมดแผง ทั้งนี้หากเป็นยาคุมกำเนิดแบบ 21 เม็ด เมื่อกินยาหมดแพงแล้วให้นับเว้นเวลากินยาไปอีก 7 วัน แล้วก็ให้เริ่มกินยาแผงใหม่ในวันที่ 8 ซึ่งไม่ต้องสนใจว่าประจำเดือนจะหมดแล้วหรือยังไม่หมดก็ตาม ส่วนถ้าเป็นยาคุมกำเนิดแบบที่มี 28 เม็ด ให้คุณกินจนหมดทั้งแผง (28 เม็ด) ได้เลย และเมื่อหมดแพงแล้วก็ให้กินแผงใหม่ในวันต่อไปได้ทันทีโดยไม่ต้องหยุดรอ ทั้งนี้สำหรับสาว ๆ ที่ขี้ลืมทั้งหลาย แนะนำให้รับประทนยาคุมกำเนิดแบบ 28 เม็ดจะดีที่สุดค่ะ เพราะจะไม่ได้สับสนเรื่องเวลาที่ต้องกินยากับเวลาที่ต้องหยุดกินยานั่นเอง

วิธีกินยาคุม

ในกรณีที่ลืมกินยาคุมกำเนิด

* ลืมกินยา 1 เม็ด ให้รีบกินยาทันทีที่นึกได้ แล้วก็กินต่อไปตามเวลาเดิม

* ลืมกินยา 2 เม็ด หากลืมกินยาคุมกำเนิด 2 วัน ให้คุณนั้นกินยาคุม 2 เม็ดในวันที่คุณจำได้ (เช้าและเย็น) และให้กินต่ออีก 2 เม็ด (เช้าและเย็น) ในวันต่อไปเช่นเดียวกัน จากนั้นก็ให้กินตามปกติจนกว่าจะหมดแพง แต่เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจ เดือนนั้นควรใช้ถุงยางอนามัยควบไปด้วยจะดีที่สุด

* ลืมกินยา 3 เม็ด ให้หยุดกินยาแผงนั้นทันที แล้วรอเริ่มแผงใหม่ในวันแรกที่มีประจำเดือนในครั้งต่อไป ซึ่งเวลาที่เหลือจะต้องใช้วิธีคุมกำเนิดโดยวิธีอื่นแทนไปก่อน

การกินยาคุมกำเนิด จะมีประสิทธิภาพสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ผล 99 เปอร์เซ็นต์ หากสาว ๆ กินได้ถูกวิธี ทั้งนี้สำหรับใครที่กินยาคุมกำเนิดแล้วมีการอาการแพ้หรือมีผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ ปวดเต้านม หรืออาการคลื่นไส้อาเจียน สามารถเปลี่ยนยี่ห้อของยาคุมกำเนิดได้ ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนายาคุมกำเนิดให้มีฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำลงกว่าเดิม ซึ่งสาว ๆ สามารถเลือกรับประทานให้เหมาะสมกับตัวเองได้แล้วจ้า

ประจําเดือนไม่มา เป็นเพราะสาเหตุอะไรน

   ประจําเดือนไม่มา เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง จริง ๆ แล้วประจำเดือนไม่มาไม่ได้แปลว่าท้องเสมอไปนะจ๊ะสาว ๆ เพราะมันอาจเกิดจากสาเหตุอื่นก็เป็นได้

          ประจำเดือน เป็นเลือดที่เกิดจากการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งจะไหลออกมาทางช่องคลอดของผู้หญิงในทุก ๆ เดือน โดยเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้หญิง แต่ทั้งนี้จะไม่ปกติ หากมีเดือนไหนที่ประจำเดือนขาด หรือมาไม่ตรงเวลา ซึ่งปัญหานี้ก็อาจทำให้สาว ๆ หลายคนเกิดความวิตกกังวลขึ้นได้ โดยสิ่งแรก ๆ ที่สาว ๆ จะคิดก็คือ สงสัยว่าตัวเองกำลังจะตั้งครรภ์หรือเปล่า ? แต่ช้าก่อนค่ะสาว ๆ เพราะการที่ประจำเดือนไม่มานั้นไม่ได้แปลว่าเราจะต้องท้องเสมอไป ซึ่งยังมีอีกหลายสาเหตุที่อาจทำให้ประจำเดือนไม่มาได้เช่นกัน ซึ่งสาเหตุที่ว่านี้อาจเกิดขึ้นได้จาก…

* มีปัญหาสุขภาพ เช่น เจ็บป่วยเรื้อรัง ต่อมไทรอยด์มีปัญหา เพราะผู้หญิงที่มีความผิดปกติของต่อมไทรอยด์จะทำให้การผลิตฮอร์โมนน้อยเกินไป

ประจําเดือนไม่มา

* เครียด สาว ๆ ที่เครียดบ่อย ๆ จะส่งผลให้มีความผิดปกติทางด้านอารมณ์ และการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน ทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนหรือไม่มาได้

ประจําเดือนไม่มา

* ออกกำลังกายหนักเกินไป จะสังเกตได้ว่านักกีฬาหญิงส่วนมากจะมีประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ อันเนื่องมาจากการฝึกซ้อมร่างกายหนักเกินไป หรือออกกำลังกายแล้วน้ำหนักลดลงอย่างฮวบฮาบ ซึ่งจะส่งผลให้ไขมันในร่างกายต่ำ และหากปริมาณไขมันในร่างกายต่ำกว่า 5% ร่างกายอาจหยุดผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและระงับการตกไข่ ทำให้ประจำเดือนไม่มาตามปกติ

ประจําเดือนไม่มา

* กินยาคุมกำเนิด ยาคุมกำเนิดบางตัวกินแล้วอาจจะมีผลข้างเคียง ทำให้ประจำเดือนขาดไปประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งเรื่องนี้สำหรับสาว ๆ ที่ต้องการคุมกำเนิดด้วยการกินยาคุม ควรศึกษาผลข้างเคียงให้ดีเสียก่อน

ประจําเดือนไม่มา

* กินยาบางชนิด ยาบางชนิดกินแล้วอาจจะทำให้ประจำเดือนไม่มาได้ เช่น corticosteroids, ยาแก้โรคซึมเศร้า antidepressants, antipsychotics, ยารักษาโรคไทรอยด์ และเคมีบำบัดบางชนิด เป็นต้น

ประจําเดือนไม่มา

* รังไข่ผิดปกติ อาการผิดปกติของรังไข่ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ นอกจากนี้สำหรับสาว ๆ ที่มีความผิดปกติของรังไข่ยังส่งผลให้มีบุตรยากอีกด้วย

ประจําเดือนไม่มา

* ตั้งครรภ์ ข้อนี้อาจเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จะไม่มีประจำเดือนมาจนกว่าจะคลอดลูกแล้วร่างกายเป็น ปกติ แต่ทั้งนี้สำหรับสาว ๆ คนที่ไหนสงสัยว่าที่ประจำเดือนขาดไปนั้นจะเป็นเพราะตั้งครรภ์หรือเปล่า แนะนำให้ซื้ออุปกรณ์ตรวจการตั้งครรภ์หรือไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจสอบให้รู้ กันไปเลยจะดีกว่าค่ะ

ยาเลื่อนประจำเดือน

ยาเลื่อนประจำเดือน ตัวช่วยยามฉุกเฉินสำหรับสาว ๆ ที่ไม่อยากให้ประจำเดือนมาตรงกับวันสำคัญ แต่ยาช่วยเลื่อนประจำเดือนที่ขายในร้านขายยาก็มีหลายชนิด แล้วจะมีหลักการเลือกใช้อย่างไรไม่ให้กระทบต่อสุขภาพ วันนี้สาว ๆ คลายสงสัยกันได้แล้ว เรามีคำตอบ

หนึ่งในปัญหากวนใจของสาว ๆ ย่อมต้องมีเรื่องประจำเดือนมาตรงวันสำคัญพอดี ที่มักจะกระทบความพร้อมของร่างกายและจิตใจ ทำให้รู้สึกร่างกายไม่ปกติเท่าที่ควร สาว ๆ ส่วนใหญ่จึงต้องพึ่งพาตัวช่วยอย่าง ยาเลื่อนประจำเดือน ที่เราเข้าใจกันไปว่า เป็นยาที่จะใช้บ่อยแค่ไหนก็ได้ เพราะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ แต่สาว ๆ ชัวร์แค่ไหนว่าเข้าใจถูกต้อง กระปุกดอทคอมมีคำตอบของทุกปัญหาในเรื่องนี้มารอให้อ่านคลายสงสัยกันแล้ว

ยาเลื่อนประจําเดือนเป็นยาแบบไหน

สาว ๆ เคยเอะใจกันบ้างไหมว่า ยาเลื่อนประจำเดือนที่เราใช้ในเวลาที่จำเป็นนั้น เป็นตัวยาแบบไหนกัน จึงสามารถหยุดวันนั้นของเดือนได้ตามที่ต้องการ ในเรื่องนี้ รศ. นพ.อภิชาติ จิตเจริญ อาจารย์นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติ-นรีเวชวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี มีคำอธิบายอย่างง่าย ๆ ให้สาว ๆ เข้าใจตรงกันว่า ยาเลื่อนประจำเดือน ก็คือ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) นั่นเอง ที่จะช่วยให้ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนไม่ลดลง จึงสามารถเลื่อนระยะเวลาของการหลุดลอกของผนังมดลูกออกไป ผลคือ สาว ๆ ก็จะมีรอบเดือนช้าลงอีกประมาณ 1 สัปดาห์

ยาเลื่อนประจำเดือน มีกี่ชนิด

เวลาที่เราไปร้านขายยา ส่วนมากมักจะซื้อยาเลื่อนประจำเดือนตามที่เภสัชกรขายยาแนะนำ ทางที่ดีก็ควรรู้เอาไว้บ้างว่า ยาเลื่อนประจำเดือนที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กันนั้นมีกี่ชนิดกัน จากข้อมูลของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกไว้ว่า ยาเลื่อนประจำเดือนที่นิยมใช้กันก็คือ Primolut-N หรือ พรีโมลุสเอ็น ที่มีตัวยาสำคัญ คือ นอร์เอทีสเตอโรน (Norethisterone) ขนาด 5 มิลลิกรัม โดยตัวยานี้มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน คือมีผลให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่หลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน จนกว่าจะหยุดใช้ยา และยังช่วยบรรเทากลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน หรือ PMS ได้อีกด้วย เช่น ปวดศีรษะ หงุดหงิด ไม่สบายตัว เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมียาเลื่อนประจำเดือนอีกหนึ่งชนิด นั่นคือ Provera หรือ โปรเวรา ที่มีตัวยาสำคัญคือ เมดรอกซี่โปรเจสเตอโรน (Medroxyprogesterone) แต่ตัวนี้มีฮอร์โมนน้อยกว่าจึงต้องใช้ในปริมาณมากกว่า Primolut-N นั่นคือ ประมาณ 20-30 มิลลิกรัม

และอีกหนึ่งวิธีที่มีผลให้รอบเดือนมาช้าลงด้วยนั่นคือ การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด แต่วิธีนี้ได้รับความนิยมน้อยกว่า เพราะกินแล้วมีผลข้างเคียงสูง อีกทั้งต้องทานติดต่อกันหลายวัน เหมาะกับผู้หญิงที่กินยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นปกติอยู่แล้วมากกว่า

วิธีกินยาเลื่อนประจําเดือน ปลอดภัยและได้ผลตามต้องการ

เมื่อไรก็ตามที่สาว ๆ ต้องการเลื่อนประจำเดือน สิ่งสำคัญอย่างแรกที่ต้องรู้เลยคือ ช่วงเวลาของรอบเดือนตัวเอง เพราะถ้าหากเราไม่ชัวร์ ผลของการกินยาก็จะคลาดเคลื่อนตามไปด้วย ในขณะเดียวกันถ้าเรารู้กำหนดของรอบเดือน เราก็จะประเมินได้ง่ายขึ้นว่าควรเริ่มกินเมื่อไร

สำหรับวิธีการใช้ยาเลื่อนประจำเดือน ทางด้าน รศ. นพ.อภิชาติ ก็มีข้อแนะนำในการใช้ยามาฝากสาว ๆ กันด้วย ตามนี้เลย

* ควรกินยาเลื่อนประจำเดือนล่วงหน้าอย่างน้อย 4-5 วัน หรือ 1 สัปดาห์

* ควรหลีกเลี่ยงการกินยาประเภทลดกรดในกระเพาะอาหาร เพราะจะมีผลทำให้การดูดซึมยาเลื่อนประจำเดือนลดลง ที่จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการเลื่อนรอบเดือน

* หากใช้ยาเลื่อนประจำเดือน Primolut-N ขนาด 5 มิลลิกรัม ควรกินก่อนกำหนดของรอบเดือนประมาณ 3 วัน เช่น หากรอบเดือนปกติมาทุกวันที่ 17 ควรเริ่มกินยาประมาณวันที่ 14 โดยกินหลังอาหารครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หรือตามน้ำหนักตัว และต้องกินต่อเนื่องกันทุกวัน จนกว่าเราต้องการให้ประจำเดือนมาได้แล้ว

- หากน้ำหนักตัวน้อยกว่า 60 กิโลกรัม รับประทาน 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง

- หากน้ำหนักตัวมากกว่า 60 กิโลกรัม รับประทาน 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง

* หากใช้ยาเลื่อนประจำเดือน Provera ขนาด 5-10 มิลลิกรัม ควรกินก่อนกำหนดของรอบเดือนประมาณ 5 วัน เช่น หากรอบเดือนปกติมาทุกวันที่ 17 ควรเริ่มกินยาประมาณวันที่ 12 โดยกินหลังอาหารครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันประมาณ 5-10 วัน เมื่อหยุดกินยาแล้วประจำเดือนจะมาภายใน 3-7 วัน

* หากใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อเลื่อนประจำเดือนนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

- กรณีที่ไม่ได้กินยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นปกติ ควรเริ่มกินยาเม็ดคุมกำเนิดก่อนกำหนดรอบเดือน 10 วัน เช่น หากรอบเดือนปกติมาทุกวันที่ 17 ควรเริ่มกินยาประมาณวันที่ 7 โดยกินหลังอาหารครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้งติดต่อกัน เมื่อต้องการให้ประจำเดือนมาวันไหนก็หยุดกินยาล่วงหน้า 3 วัน

- กรณีที่กินยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ไม่ต้องการให้มีประจำเดือนในช่วง 7 วันที่ไม่ได้กินยา หรือช่วงที่กินยาเม็ดแป้ง ก็ให้กินยาเม็ดที่เป็นฮอร์โมนต่อเนื่องไปได้เลย ไม่ต้องเว้นยา หรือไม่ต้องกินยาเม็ดแป้ง ซึ่งในระหว่างที่กินยาเม็ดที่เป็นฮอร์โมน ก็จะไม่มีประจำเดือน และหลังจากเลื่อนประจำเดือนแล้ว ให้เริ่มกินยาเม็ดคุมกำเนิดเม็ดแรกในวันที่มีประจำเดือนเลย

ยาเลื่อนประจําเดือน ผลข้างเคียงมีไหม ?

การกินยาเลื่อนประจำเดือนเป็นวิธีที่ปลอดภัยก็จริง แต่ก็ไม่แนะนำให้ใช้บ่อยครั้ง หรือใช้ติดต่อกันนานเกิน 10-14 วัน อาจได้รับผลข้างเคียงบางประการ ได้แก่

- คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดศีรษะ
- มีอาการซึมเศร้า
- ท้องอืด แน่นท้อง
- เจ็บคัดเต้านม
- ประจำเดือนออกกะปริบกะปรอย
- รอบเดือนแปรปรวน มาไม่สม่ำเสมอ
- โอกาสตั้งครรภ์ยากขึ้น เพราะการกินยาเลื่อนประจำเดือนเพื่อการคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ฤทธิ์ของตัวยานอร์เอทีสเตอโรน จะทำให้เกิดเมือกเหนียวข้นบริเวณช่องคลอด เมื่อต้องการตั้งครรภ์จริงจึงมีโอกาสต่ำมาก เพราะอสุจิเคลื่อนที่ไปผสมกับไข่ยากขึ้น อีกทั้งผนังมดลูกก็ไม่เหมาะสมแก่การฝังตัวของไข่ที่ผสมแล้ว

กินยาเลื่อนประจำเดือนตอนประจำเดือนมาแล้ว จะมีผลไหม

การกินยาเลื่อนประจำเดือนควรกินก่อนกำหนดรอบเดือนปกติ เพราะถ้ากินตอนประจำเดือนมาแล้วนั้น ตัวยาจะไม่มีผลใด ๆ เลย ทางที่ดี ควรนับวันล่วงหน้าแล้วกินยาดีกว่า

ยาเลื่อนประจำเดือน คุมกำเนิดได้ไหม

ยาเลื่อนประจำเดือนโดยทั่วไปอาจใช้เป็นยาคุมกำเนิดแบบธรรมดาได้ แต่ไม่แนะนำให้ใช้ในการคุมกำเนิดเป็นหลัก เพราะจะทำให้ประจำเดือนออกกะปริบกะปรอย รอบเดือนแปรปรวน ในกรณีที่สาว ๆ ต้องการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่กินยาเลื่อนประจำเดือนนั้น จะทำให้โอกาสตั้งครรภ์มีน้อย แต่ทางที่ดีก็ไม่ควรชะล่าใจ ควรใช้ถุงยางอนามัยด้วย เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และความสุ่มเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ที่อาจเกิดขึ้น

อีกกรณีหนึ่งสำหรับสาว ๆ ที่ทานยาคุมกำเนิดอยู่แล้ว และต้องการใช้ยาคุมเพื่อเลื่อนประจำเดือนนั้น ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยแบ่งออกเป็น 2 กรณีดังนี้

- กรณีที่ 1 กินยาคุมกำเนิดแบบแผงละ 21 เม็ดจนหมดแผง ให้เริ่มกินแผงต่อไปได้เลยไม่ต้องหยุดยาจะทำให้สามารถเลื่อนประจำเดือนได้

- กรณีที่ 2 กินยาคุมกำเนิดแบบแผงละ 28 เม็ด เมื่อทานยาคุมไปแล้ว 21 เม็ด ให้เริ่มทานยาคุมกำเนิดแผงใหม่เลย ไม่ต้องกิน 7 เม็ดที่เหลือในแผงเดิม เพราะยา 7 เม็ดที่เหลือไม่มีส่วนประกอบของฮอร์โมน เมื่อหยุดใช้ยาแล้ว ประจำเดือนจะมาตามปกติภายใน 2-3 วัน

ยาเลื่อนประจำเดือน

ยาเลื่อนประจำเดือน ข้อยกเว้นที่ต้องรู้

ยาเลื่อนประจำเดือนชนิดนอร์เอทีสเตอโรนนั้น มีข้อยกเว้นกับผู้หญิงที่เข้าข่าย 7 กลุ่มอาการ ต่อไปนี้

- ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ โดยเฉพาะคนที่มีอายุครรภ์ 1 เดือนครึ่งเป็นต้นไป การใช้ยาเลื่อนประจำเดือนขณะตั้งครรภ์ จะส่งผลให้โครโมโซมของทารกในครรภ์ผิดปกติ เนื่องจากฤทธิ์ยาจะไปขัดขวางพัฒนาการของอวัยวะเพศภายนอก และยังนำไปสู่ความพิการ หรือแท้งได้

- ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร เนื่องจากยาสามารถปนออกมากับน้ำนมของแม่ จึงอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อลูกได้ และจะส่งผลโดยตรงต่อผู้ที่เป็นแม่ โดยมีอาการเจ็บคัดเต้านม เต้านมโตผิดปกติ

- มีประวัติ หรือมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน เนื่องจากการใช้ยาในกลุ่มคนเหล่านี้ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดอุดตัน ตัวอย่างผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ สูบบุหรี่ โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น

- มีประวัติ หรือกำลังเป็นโรคตับขั้นรุนแรง เช่น ตับอักเสบ เนื่องจากยาถูกกำจัดที่ตับ หากตับทำงานไม่ดีอาจทำให้ยาสะสมในร่างกายได้

- มีประวัติ หรือกำลังเป็นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งที่อวัยวะเพศ ชนิดที่ไวต่อฮอร์โมน เนื่องจากตัวยาอาจส่งเสริมการโตของเนื้อร้ายเหล่านี้

- แพ้ตัวยานอร์เอสทีสเตอโรน เช่น กินแล้วมีผื่นขึ้น เป็นต้น

- มีประวัติเป็นโรคซึมเศร้า หรือกำลังเป็นโรคซึมเศร้า

หยุดกินยาเลื่อนประจำเดือน แต่ประจำเดือนยังไม่มา ควรทำอย่างไร

หากสาว ๆ หยุดใช้ยาเลื่อนประจำเดือนเกิน 1 สัปดาห์แล้ว แต่ประจำเดือนก็ยังไม่มาสักที สิ่งแรกที่ควรทำคือ เช็กเรื่องระยะเวลาการมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุดก่อนใช้ยาเลื่อนประจำเดือน ว่ามีการคุมกำเนิดใด ๆ หรือไม่ หากแน่ใจแล้วว่าไม่มีเพศสัมพันธ์ในช่วงก่อนหน้านั้น หรือมี แต่ไม่ได้ใช้ยาคุมกำเนิด ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจการตั้งครรภ์ และสาเหตุที่แน่ชัด รวมถึงขอคำปรึกษาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

วิธีใช้ผ้าอนามัยอย่างปลอดภัย

วิธีใช้ผ้าอนามัยอย่างสะอาดและปลอดภัย สำหรับสาว ๆ ที่ชีวิตต้องเกี่ยวข้องกับผ้าอนามัยและแผ่นอนามัยทุกเดือน แน่ใจแค่ไหนว่าคุณใช้ผ้าอนามัยอย่างถูกต้อง

ในช่วงที่ประจำเดือนมา แม้จะเกิดเป็นผู้หญิงก็ใช่ว่าจะรู้วิธีดูแลจุดซ่อนเร้นได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนเสมอไป และพอได้อ่านข้อมูลจาก iDIVA แล้วก็อยากติดแท็กร้องไห้หนักมาก เพราะรู้เลยว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาเราใช้ผ้าอนามัยแบบผิด ๆ ถูก ๆ มาตลอด ซึ่งจะว่าไปก็ถือว่าเสี่ยงต่อสุขภาพไม่น้อยเลยล่ะ และหากอยากรู้ว่าวิธีใช้ผ้าอนามัยพร้อมทั้งวิธีดูแลจุดซ่อนเร้นที่ถูกต้องเขาทำกันยังไง จากบรรทัดนี้ไปคือคำตอบ

เปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 6 ชั่วโมง

ปกติตรงจุดซ่อนเร้นของผู้หญิงเรามักจะเกิดความอับชื้นอยู่แล้ว และเมื่อถึงวันนั้นของเดือน เลือดเสียที่ร่างกายขับออกมาเป็นประจำเดือนจะยิ่งเพิ่มความอับชื้นและก่อให้เกิดการหมักหมมของเชื้อโรคมากยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นสาว ๆ จึงควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 6 ชั่วโมง หรือหากประจำเดือนมามากก็ต้องเปลี่ยนให้บ่อยกว่านั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอาการผดผื่นคัน อาการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ และโรคติดเชื้อทางช่องคลอดได้

เลือกใช้ผ้าอนามัยที่เหมาะกับตัวเอง

ผู้หญิงแต่ละคนมีประจำเดือนที่แตกต่างกัน บางคนประจำเดือนมามากในช่วงวันแรก บางคนประจำเดือนมาอย่างกับท่อประปาแตกทุกวัน ดังนั้นเราจึงควรเลือกใช้ผ้าอนามัยที่เหมาะกับสภาพความเป็นจริงของเรามากที่สุด ที่สำคัญสาว ๆ ควรสังเกตตัวเองด้วยนะคะว่าชอบนั่งหรือนอนท่าไหน เพื่อจะได้เลือกขนาดผ้าอนามัยที่มีความยาวครอบคลุมทิศทางการไหลของประจำเดือนได้อย่างไม่ผิดพลาด

วิธีรักษาผดผื่นจากผ้าอนามัย

เชื่อว่าสาว ๆ คงมีประสบการณ์เป็นผดผื่นคันเพราะการสวมใส่ผ้าอนามัยมาแทบทุกคน ซึ่งวิธีรักษาในเบื้องต้นให้เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ๆ พยายามทำให้จุดซ่อนเร้นแห้งสะอาดให้ได้มากที่สุด หรือขั้นเด็ดขาดคือใช้ครีมยาชนิดแอนตี้เซปติกรักษาอาการผดผื่นคันก็ได้

ห่อผ้าอนามัยทุกครั้งและทิ้งให้ถูกทาง

อย่าลืมนะคะว่าประจำเดือนเป็นของเสียที่ยั่วยวนเชื้อโรคมากมาย ดังนั้นหากคุณทิ้งผ้าอนามัยอย่างมักง่าย ไม่ห่อกระดาษและทิ้งขยะให้ถูกที่ถูกทาง แน่นอนว่าก็ไม่ต่างจากการทำลายสภาพแวดล้อมทางอ้อม อีกทั้งยังจะกลายเป็นมือดีที่ปล่อยเชื้อโรคสู่สาธารณะอีกต่างหาก นอกจากนี้สาว ๆ ที่ชอบทิ้งผ้าอนามัยลงในโถชักโครก ทราบไหมคะว่านี่ล่ะสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ส้วมอุดตัน ฉะนั้นรักษ์โลกกันหน่อยค่ะคุณสาว ๆ

พกผ้าอนามัยติดกระเป๋าไว้กันเหนียว

ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงยังไงก็ควรมีสิ่งนี้ติดกระเป๋าอยู่เสมอค่ะ เพราะเราไม่แน่ใจหรอกว่าประจำเดือนจะมาตอนไหน หรืออย่างน้อย ๆ หากร่างกายส่งสัญญาณเตือนมาแล้วว่าประจำเดือนกำลังจะมา สาว ๆ ก็ควรใส่แผ่นอนามัยกันไว้ก่อนก็ยังดี

ทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีใช้ผ้าอนามัยอย่างถูกต้อง แต่เรายังมีเคล็ดลับการดูแลจุดซ่อนเร้นที่สาว ๆ ควรทำมาแถมให้รู้กันด้วย โดยทำตามวิธีนี้เลย

วิธีใช้ผ้าอนามัยอย่างปลอดภัย

เคล็ดลับดูแลจุดซ่อนเร้น

ทำความสะอาดอย่างหมดจด

เมื่อมีประจำเดือน สาว ๆ ควรต้องใส่ใจความสะอาดของร่างกายโดยเฉพาะจุดซ่อนเร้นเป็นพิเศษ ก็อย่างที่บอกไปล่ะค่ะว่า ช่วงนี้ความหมักหมมและความอับชื้นจะรุมเร้าน้องสาวเรามากกว่าปกติ ฉะนั้นหากไม่ดูแลจุดนี้ให้สะอาดหมดจดอย่างที่เรียกว่า ไม่ให้เหลือคราบเลือดแม้แต่นิด รับรองเลยว่าอาการติดเชื้อและผดผื่นคันจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า

ใช้น้ำอุ่นกับจุดซ่อนเร้นก็พอ

แม้ความเหนอะหนะของประจำเดือนจะหลอกล่อให้เราอยากใช้สบู่ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นแค่ไหน ทว่าต้องตระหนักไว้เสมอนะคะว่า สบู่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดดีที่ร่างกายเราผลิตออกมาเองโดยธรรมชาติ ดังนั้นสาว ๆ จึงควรทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นด้วยน้ำอุ่นก็พอ แต่ก็ควรต้องแน่ใจว่าล้างได้หมดจด ไม่เหลือคราบเลือดทิ้งไว้ให้หมักหมมแน่นอนด้วยล่ะ

ล้างจากข้างหน้าไปข้างหลัง

ท่าที่ถูกต้องสำหรับการชำระล้างจุดซ่อนเร้นของคุณสาว ๆ ในช่วงที่มีประจำเดือน คือ ล้างจากอวัยวะเพศด้านบนลงไปยังปากช่องคลอดและเลยไปทางรูทวาร ที่สำคัญไม่ควรไถลมือไปยังบริเวณอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้เด็ดขาด เพราะคราบเลือดที่ติดกับมือเราอาจกระจายไปยังผิวบริเวณเหล่านั้นจนก่อให้เกิดการหมักหมมและติดเชื้อในที่สุด

กดชักโครกซ้ำอีกนิดเพื่อความสะอาดที่หมดจด

หลังปลดทุกข์และกดชักโครกเรียบร้อยแล้ว สาว ๆ ที่กำลังเป็นประจำเดือนควรเหลือบไปดูความเรียบร้อยอีกสักครั้ง ไม่แน่ว่าในชักโครกอาจมีร่องรอยลิ่มเลือดตกค้างอยู่ก็เป็นได้ ฉะนั้นกดชักโครกซ้ำอีกครั้งน่าจะปลอดภัยกว่าเนอะ

ล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ

ไม่เพียงแต่ช่วงเป็นประจำเดือนเท่านั้นที่ต้องใส่ใจความสะอาดของร่างกายเป็นพิเศษ แม้แต่ช่วงเวลาปกติเราก็ควรล้างมือให้สะอาดหมดจดทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำนะคะ เพื่อป้องกันเชื้อโรคและแบคทีเรียจากห้องน้ำเข้าสู่ร่างกาย

สระผมช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้

เคยมีความเข้าใจผิด ๆ ว่าเวลาเป็นประจำเดือนไม่ควรสระผม ทั้งที่จริงแล้วการทำความสะอาดร่างกายอย่างหมดจดทุกสัดส่วนจะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น อาการปวดท้องประจำเดือนจะบรรเทาลงอีกต่างหาก

ใส่กางเกงหลวม ๆ โปร่งสบาย

มีผ้าอนามัยซ้อนอยู่แล้วคงไม่มีใครอยากใส่กางเกงรัดรูปหรอกจริงไหมคะ อีกทั้งการใส่กางเกงหลวม ๆ ผ้าโปร่งสบายยังช่วยระบายความอับชื้นได้เป็นอย่างดีด้วยนะ ที่สำคัญเมื่อกางเกงค่อนข้างหลวมโอกาสประจำเดือนจะเปื้อนเสื้อผ้าจึงค่อนข้างเกิดขึ้นได้น้อยด้วยล่ะ

10 เรื่องจริงของหน้าอกผู้หญิง

ยัง ? ว่ามีคนบางคนสามารถไปถึงจุดสุดยอดได้ ด้วยการกระตุ้นที่หัวนมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น อื้อหือ …
ขนาดหน้าอกก็เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและน้ำหนักของคุณด้วยเหมือนกัน ถ้าอ้วนขึ้น แน่นอนล่ะว่ามันจะดูม ๆ กว่าเดิมอยู่แล้ว
ทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมกันได้ทั้งนั้น ในที่นี้รวมถึงผู้ชายด้วย เห็นไหมล่ะโรคนี้ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงอย่างเดียวนะเออ
กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของคนที่เป็นมะเร็งเต้านม ในครอบครัวของคนเหล่านั้นไม่มีประวัติว่าเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อนทั้งนั้น สรุปคือมันไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั่นเอง

ยาคุมกำเนิดไม่ได้ทำให้เต้านมใหญ่ขึ้นได้อัตโนมัติหรอก เพราะจริง ๆ แล้วการที่เต้านมจะใหญ่หรือไม่อยู่ที่น้ำหนัก พันธุกรรม และตัวคุณเองไวต่อประสิทธิภาพของฮอร์โมนในยาคุมกำเนิดแค่ไหนต่างหาก
ยังไงซะผู้หญิงเราก็หลีกเลี่ยงไม่ให้นมยานไม่ได้อยู่แล้วล่ะ เพราะเมื่อแก่ขึ้นการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนจะหยุดทำงาน ทำให้ต่อมน้ำนมและท่อน้ำนมเสื่อม และเปลี่ยนกลายเป็นเนื้อเยื่อไขมัน จึงทำให้เต้านมเล็กและกระชับน้อยลงนั่นเอง
การศัลยกรรมหน้าอกก็ยังเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ เสมอเลยนะรู้มั้ย ?
การให้น้ำนมลูกไม่ได้เป็นเรื่องง่ายอย่างที่คิดเลยนะคะ หากใครไม่เคยมีลูกจะไม่รู้เลยว่ามันลำบากแค่ไหน เพราะการให้นมลูกนี่แหละอาจจะทำให้คุณแม่หัวนมแตก เลือดออก และปวดได้
แม้จะไม่ได้อยู่ในช่วงให้นมลูก ก็อาจมีของเหลวไหลซึมออกมาจากหัวนมได้เหมือนกัน ซึ่งถ้าเกิดการบีบคั้นนมแรง ๆ เช่น ตอนไปตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม นั่นถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเลือดออกจากหัวนมหรือมีของเหลวไหลออกมาเพียงข้างเดียว แบบนี้ต้องไปพบแพทย์แล้วล่ะ
มีงานวิจัยบอกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม ฉะนั้นถ้าลดแอลกอฮอล์ได้ก็จะดี รวมทั้งการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็จะช่วยได้อีกทาง

18 สัญญาณบอกว่าเราใส่บราผิดไซส์

ใส่ชุดชั้นในผิดไซส์ ไม่ใช่แค่หน้าอกหน้าใจเสียทรง แต่ยังกระทบถึงสุขภาพเต้านมเราได้ด้วย ดังนั้นมาเช็กให้ดี 18 สัญญาณนี้แหละที่บอกว่าเราใส่บราไม่ถูกไซส์ พร้อมวิธีเลือกชุดชั้นในที่ถูกต้อง

เชื่อไหมว่าสาว ๆ หลายคนใส่ชุดชั้นในผิดไซส์โดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้หน้าอกไม่สวยได้รูป อีกทั้งการใส่ชุดชั้นในผิดไซส์ยังก่อความเสี่ยงต่อสุขภาพได้มากมายเหลือเกิน ดังนั้นคงจะดีไม่น้อยหากเราจะมาเช็กความชัวร์ในการใส่บรากันสักหน่อย พร้อมตรวจสอบกันอีกนิดว่าบราที่ใส่เราเลือกตามวิธีเลือกชุดชั้นในที่ถูกต้องหรือเปล่า

ใส่ชุดชั้นในผิดไซส์ สัญญาณเหล่านี้ไงบอกอยู่

          1. สายชุดชั้นในกดทับจนเกิดรอยแดงที่ไหล่และช่วงลำตัว

          2. ใส่ชุดชั้นในแล้วหน้าอกล้นออกมาทั้งด้านข้างและด้านหน้า

          3. ส่วนที่เป็นคัพของบรา รัดและกดหน้าอกจนเกือบแบนราบ

          4. ส่วนกึ่งกลางของบราแตะไม่ถึงกระดูกระหว่างหน้าอก

          5. แถบบราด้านหลัง (ส่วนตะขอ) รั้งขึ้นไปสูงกว่าขอบบราด้านหน้า

          6. ไม่สามารถสอดนิ้วได้ที่ฐานชั้นใน 

          7. รู้สึกอึดอัดเมื่อใส่บรา อาการปวดหลัง คอ ไหล่ มาครบ

          8. โครงเสื้อชั้นในทิ่มหน้าอก

          9. มีผื่นเป็นจ้ำ ๆ บริเวณทรวงอก

10. แถบบราด้านหลัง (ส่วนตะขอ) อยู่ต่ำกว่าขอบบราด้านหน้า  

          11. สายคล้องไหล่หลวมและหลุดลงมาบ่อย ๆ 

          12. เสื้อชั้นในมีรอยย่นเมื่อใส่ โดยเฉพาะตรงส่วนคัพของบรา

          13. หน้าอกไม่กระชับ ทั้ง ๆ ที่ก็ใส่บราอยู่

          14. ทุกครั้งที่ใส่เสื้อชั้นใน จะมีช่องว่างระหว่างเสื้อชั้นในกับหน้าอก 

          15. รู้สึกเจ็บที่ผิวบริเวณทรวงอกทุกครั้งเมื่อยืดเหยียดร่างกาย

          16. สามารถสอดนิ้วมากกว่า 2 นิ้วได้ที่ฐานชั้นใน

          17. ขณะที่ใส่บรา หากโน้มลำตัวลงมาจนขนานกับพื้น จะเห็นช่องว่างระหว่างเนื้อหน้าอกกับเสื้อชั้นใน

          18. รู้สึกไม่กระชับ เวลาเคลื่อนไหวร่างกายแล้วหน้าอกไม่ขยับไป-มาตามไปด้วย

          ถ้าข้อ 1-9 ตรงกับลักษณะการใส่เสื้อชั้นในของคุณ แสดงว่าคุณใส่บราที่มีขนาดเล็กเกินไป ซึ่งในเบื้องต้นอาจลองปรับสายชั้นในให้พอดีกับรูปร่างดูก่อน หรือไม่ก็ลองวัดขนาดตัวที่แน่ชัด แล้วเลือกซื้อชุดชั้นในที่เหมาะกับตัวเอง

          ทว่าถ้าลักษณะการใส่บราของคุณตรงกับข้อ 10-18 เป็นส่วนใหญ่ แปลว่าบราที่ใส่อยู่ทุกวันมีขนาดใหญ่เกินไปนะคะ ลดไซส์ลงมาให้เข้ากับทรวงอกน่าจะดีกว่า

วิธีเลือกชุดชั้นใน

1. วัดขนาดหน้าอกตัวเองก่อนออกจากบ้าน

ตัดปัญหาไปวัดรอบอกกันโต้ง ๆ กลางห้างสรรพสินค้า เอาเป็นว่าเราชิงวัดรอบอกไปจากที่บ้านโดยเริ่มจากวัดรอบตัวของคุณ โดยทาบสายวัดพันไปรอบตัวบริเวณใต้อก ค่าที่ได้มักอยู่ประมาณ 32-44 นิ้ว (หรืออาจมากกว่านั้น) ค่าตัวนี้คือตัวเลขบอกขนาดรอบตัวของเสื้อชั้นในนั่นเอง

เมื่อวัดรอบตัวแล้วก็มาวัดรอบอกกันต่อ โดยทาบสายวัดไปรอบอกให้ผ่านยอดอกซึ่งเป็นจุดที่นูนที่สุดของหน้าอก นำตัวเลขที่วัดได้ไปหักลบกับค่ารอบอก ก็จะได้ขนาดคัพของหน้าอกคุณ

* ขนาดรอบอกมากกว่ารอบตัว 1 นิ้ว คือคัพ A

* ขนาดรอบอกมากกว่ารอบตัว 1-2 นิ้ว คือคัพ B

* ขนาดรอบอกมากกว่ารอบตัว 2-3 นิ้ว คือคัพ C

* ขนาดรอบอกมากกว่ารอบตัว 3-4 นิ้ว คือคัพ D

* ขนาดรอบอกมากกว่ารอบตัว 4-5 นิ้ว คือคัพ E

เมื่อได้ขนาดคัพและขนาดรอบตัวแล้ว ก็จะเลือกซื้อเสื้อชั้นในได้ง่ายขึ้น อย่างสาวที่วัดขนาดรอบตัวได้ 34 มีรอบอกมากกว่ารอบตัวอยู่เกือบ 2 นิ้ว ขนาดเสื้อชั้นในที่ควรหยิบมาลองก็จะอยู่ที่ B34 นั่นเองค่ะ

2. เลือกแบบที่สายบราใหญ่หน่อย

บราที่สายมีความกว้างสักหนึ่งเซนติเมตรจะรองรับและกระจายน้ำหนักของหน้าอกได้ดีกว่าบราสายเล็ก ๆ โดยเฉพาะสาวคัพ B ขึ้นไป รู้ไหมว่าหน้าอกของคุณหนักจนทำให้คุณปวดหลังได้เลยนะ ถ้าไม่มีบราช่วยพยุง

3. เลือกเนื้อผ้าที่ใช่

ควรจะเลือกบราที่ทำจากเนื้อผ้าไลครา (Lycra) หรือสเปนเด็กซ์ (Spandex) เพราะจะช่วยกระชับหน้าอกของคุณให้ได้รูปโดยที่ตัวบราไม่เสียทรง แต่ก็ควรต้องใช้บราอย่างถนอมด้วย ประเภทเอะอะโยนไปซักในเครื่องซักผ้าแบบนี้ต่อให้เนื้อผ้าเริดยังไงบราก็ไม่รอดนะคะสาว ๆ

4. ลองให้แน่ใจ

การลองเสื้อชั้นในที่ดี ไม่ใช่แค่ลองใส่ หันดูซ้ายขวาหน้าหลังแล้วก็ถอดออกเท่านั้น คุณควรลองใส่มันไว้อย่างน้อย 20 วินาที และไม่ใช่แค่ขยับไปมาซ้ายขวาเท่านั้น ควรลองโน้มตัวลงไปข้างหน้า แล้วมองดูหน้าอกตัวเองในกระจก ว่าเนื้อหน้าอกของคุณปลิ้นออกมานอกเสื้อชั้นในหรือไม่ หากใช่แสดงว่าขนาดคัพเล็กเกินไป หรือไม่สายรัดไหล่ก็ใหญ่หรือกระชับไป

ตามด้วยลองชูแขนสองข้างเหนือศีรษะเพื่อดูว่าเสื้อชั้นในของคุณยังเกาะอยู่ที่หน้าอกดีหรือเปล่า หากมันเลื่อนตามขณะยกมือขึ้นก็แสดงว่าหลวมเกินไปนะคะ และสำหรับสาว ๆ ที่ลองชุดชั้นในแบบมีโครง ให้ขยับตัวดูจนแน่ใจว่าโครงของมันไม่กดหรือทิ่มเข้าไปในเนื้อ ซึ่งจะทำให้ไม่สบายตัวอย่างยิ่ง